การสกัดน้ำมันหอมจากดอกไม้และสมุนไพร

 

 

        น้ำหอมที่สกัดมาจากดอกไม้และสมุนไพรชนิดต่าง ๆ มีราคาแพงมาก ประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตน้ำหอมคือ ฝรั่งเศส,สวิสเซอร์แลนด์,อังกฤษ,โปรตุเกส,เยอรมัน,อิ ตาลี,อเมริกาและประเทศอื่น ๆ ประเทศที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกด้านการผลิตน้ำหอมที ่มีคุณภาพดีคือ ฝรั่งเศส
        หัวน้ำหอมที่ส่งมาจากประเทศฝรั่งเศสจะมีราคาแพงมาก ประเทศไทยต้องเสียดุลการค้าด้านนี้ไม่น้อยเพราะในประ เทศไทยยังไม่มีใครกล้าลงทุนด้านนี้อย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่มีดอกไม้มากไม่แพ้ฝรั่งเศส โดยเฉพาะดอกกล้วยไม้ ประเทศเรามีชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน
        การผลิตน้ำหอมจากดอกไม้ จะต้องลงทุนด้านวัตถุดิบในปริมาณสูงมาก เช่น ดอกมะลิน้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม อาจจะผลิตหัวน้ำหอมบริสุทธิ์ได้เพียงครึ่งถึงหนึ่งลิ ตรเท่านั้น แต่หัวน้ำหอมบริสุทธิ์ 1 ลิตรนี้ สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นหัวน้ำหอม และทำประโยชน์ด้านอื่นอีกมหาศาล


ขั้นตอนการผลิตหัวน้ำหอมบริสุทธิ์จากดอกไม้

        ดอกไม้ที่นำมาผลิตน้ำหอมได้คือ ดอกมะลิ , กุหลาบ , กล้วยไม้ , ดมแมว , จำปี , กระดังงา , พุดซ้อน ตลอดจนดอกไม้ทุกชนิดที่มีกลิ่นหอม
        สมุนไพรที่สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ คือ ต้นมินต์, ไพร, ตะไคร้หอมและสมุนไพร ชนิดอื่น ๆ ที่มีน้ำมันหอมระเหย

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการสกัดน้ำมันหอมจากดอกไม้และ สมุนไพร (ใช้หลักการเดียวกัน)
        1. แหล่งกำเนิดไอน้ำ
        2. ภาชนะบรรจุวัตถุดิบ
        3. เครื่องควบแน่น
        4. เครื่องมือดักน้ำมันหอม

        อุปกรณ์ที่จำเป็นเหล่านี้ ท่านสามารถออกแบบเองได้ โดยอาศัยหลักการที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นพื้นฐานในการออกแบบเครื่องมือผลิตน้ำมันหอม
        ปกติการเก็บน้ำมันหอมของดอกไม้หรือสมุนไพร อาจจะนำไปผสมกับน้ำมันพืชบริสุทธิ์ ที่ปราศจากสีและกลิ่น เช่น น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ฯลฯ ผสมเก็บไว้ในอัตราส่วน 1:1 เป็นหัวน้ำมันหอมที่เก็บเอาไว้ได้นาน
        การผลิตน้ำหอมจากน้ำมันหอมง่ายมาก โรงงานทำน้ำหอมทั่วโลกใช้หลักการเดียวกัน กล่าวคือนำน้ำมันหอมระเหยมาผสมกับแอลกอฮอล์ชนิดเอธธิ ลแอลกอฮอล์ 95 % ตามอัตราส่วนที่ทั่วโลกแบ่งเกรดของน้ำหอมออกเป็น 4 เกรด
        1.เพอร์ฟูม มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 16-25 %
        2.ออเดอเพอร์ฟูม มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 11-15 %
        3.ออโดทอยเล็ท มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 7-10 %
        4.ออเดอโคโลญจน์ มีหัวน้ำหอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 4-6 %

        ส่วนกลิ่นที่มีความแตกต่างกัน เป็นเพราะฝีมือการผสมข้ามกลิ่นของดอกไม้แต่ละชนิดซึ่ งเป็นสูตรของแต่ละคน และเป็นลิขสิทธิ์ที่เป็นลับเฉพาะของผู้คิดค้น

        ขั้นตอนในการผลิตน้ำหอมมีความซับซ้อนในด้านสูตร ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้เพราะเป็นความสามารถเฉพาะบุ คคล ที่จะสรรหาดอกไม้มาสกัดหัวน้ำมันหอม แล้วนำหัวน้ำมันหอมมาผสมกันให้เกิดกลิ่นใหม่ ๆ จึงไม่มีสูตรและตำรากำหนดเอาไว้อย่างตายตัว
        กรณีสกัดน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร อาจจะส่งไปให้กับบริษัทยาต่าง ๆ พิจารณาคุณภาพ เช่นน้ำมันจากมินต์ใช้ทำเป็นยาขับลมได้ ไพรใช้น้ำมันหอมระเหยทำเป็นยาทากันยุงได้ ตะไคร้หอมก็มีคุณภาพกันยุงได้เช่นกัน ฯลฯ
        กรรมวิธีการสกัดน้ำมันหอมจากดอกไม้และสมุนไพร มีวิธีการง่าย ๆ ถ้าท่านที่สนใจ ลองนำไปใช้และลงทุนทำดูโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีส ูงมาก ทั้งนี้ต้องคำนึงถึง

        1. แหล่งวัตถุดิบ
        2. ขั้นตอนการสร้างอุปกรณ์
        3. ขั้นตอนการจัดจำหน่ายและการหาตลาดเพิ่ม

ส่วนผสมของน้ำหอม

          ผู้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่ากลิ่นของนํ้าหอมที่ได้จากต้นไม้นั้น มักจะมาจากดอกไม้ แต่น่าประหลาดใจมาก ส่วนอื่น ๆ ของต้นไม้นั้น เราก็นำมาใช้ทำนํ้าหอมได้ ไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ใบไม้ เนื้อไม้ ผล เมล็ด เปลือก และยางไม้
          เรามาทำความรูจักกับชนิดของต้นไม้ที่คนปรุงนํ้าหอมเขานำมาใช้ในการทำนํ้าหอมที่นิยมนำมาใช้มากในอันดับต้นๆ ดังนี้

  • Balsam: เป็นยางไม้หอมชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง Balsam ที่นิยมในแวดวงการผลิตเครื่องหอมในปัจจุบันเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ Balsam จากประเทศเปรู
  • Bergamot: ก็คือ ต้นมะกรูดนั่นเอง ส่วนของมะกรูดที่ใช้สกัดทำน้ำหอมก็คือ บริเวณเปลือกของลูกมะกรูดนั่นเอง กลิ่นหอมที่สกัดจากผิวของลูกมะกรูดนี้ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในนํ้าหอมสำหรับผู้หญิง
  • Frankincense: เป็นยางไม้หอมจากต้นไม้จำพวก Boswellia เจ้าต้น Boswellia เป็นต้นไม้ขนาดเล็กที่เจริญเติบโตทางตอนใต้ของ Arabia และ Somalia ซึ่งยางไม้ชนิดนี้ เป็นส่วนสำคัญมากในการทำเครื่องหอมสมัยอาณาจักรโรมันโบราณ ในปัจจุบันเราใช้ Frankincense เป็นส่วนผสมของนํ้าหอมสมัยใหม่ถึง 13%
  • Galbanum: เป็นยางไม้ของต้นยี่หร่า จากประเทศอิหร่าน เจ้า Galbanum จะมีกลิ่นหอมออกไปทาง spicy
  • Jasmine: ต้นมะลิใช้เป็นส่วนผสมหลักของนํ้าหอมในปัจจุบันมากกว่า 80 % เป็นรองก็แค่ดอกกุหลาบ พันธุ์ของมะลิที่นิยมใช้ในการทำน้ำหอมก็คือมะลิจากประเทศเสปน หรือที่เรียกกันว่า Royal Jasmine ซึ่งใช้มากที่สุดในยุโรปมาตั้งแต่ศตรวรรษที่ 16 แล้ว Royal Jasmine นี้จะเป็นส่วนผสมในการทำนํ้าหอมที่แพงที่สุด เพราะว่าจากมะลิ 500 ปอนด์ จะกลั่นออกมาใช้ทำนํ้าหอมได้แค่เพียง 0.1 % เท่านั้น
  • Labdanum: เป็นหยดเล็ก ๆ ของยางไม้จากใบของต้น Cistus ที่ขึ้นอยู่ในตะวันออกกลาง เราใช้ยางไม้ชนิดนี้ถึง 33% ในการทำนํ้าหอมในปัจจุบัน
  • Lavender: เป็นส่วนผสมหลักในการทำนํ้าหอมมานานแล้ว นับตั้งแต่สมัย กรีก - โรมัน โบราณ ครั้งหนึ่งประเทศฝรั่งเศสเคยปลูกต้น Lavender นี้ถึง 5,000 ตัน ต่อปี
  • Lemon: ผิวของผลมะนาว เป็นส่วนผสมที่จำเป็นในการทำนํ้าหอม ที่ต้องการให้ได้กลิ่นหอมที่สดชื่น สดใส  มีชีวิตชีวา
  • Lily of the Valley: ในช่วงเริ่มแรกของการทำนํ้าหอมนั้น เราได้กลิ่นหอมของดอก Lily โดยการใส่ดอก lily ลงไปในนํ้ามัน แต่ในปัจจุบันเราใช้กรรมวิธีที่ทันสมัย โดยการสกัดเอากลิ่นหอมของ lily ออกมาด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เราใช้ lily เป็นส่วนผสมในการทำนํ้าหอมประมาณ 14 % ในปัจจุบัน
  • Myrrh: เป็นยางไม้จากต้น Myrrh ซึ่งพบได้ใน Arabia, Somalia และ Ethiopia ในสมัยโบราณเขาใช้ยางไม้ชนิดนี้ทำเป็นยาสมุนไพร และ ใช้ทำนํ้ายาดองศพ แต่ในปัจจุบันนักปรุงนํ้าหอมบอกว่า คุณสมบัติที่เด่นของ Myrrh นี้คือ เป็นตัวช่วยให้ กลิ่นของนํ้าหอมติดร่างกายทนนานยิ่งขึ้น เพราะมีสารที่ทำให้นํ้าหอมระเหยไปในอากาศช้าลงนั่นเอง
  • Neroli : ได้จากการกลั่นดอกของต้นส้ม ชื่อ Neroli นี้ได้มาจากในช่วงหลังศตรววรษที่ 16 โดยภรรยาของเจ้าชายในอิตาลีคนหนึ่งใช้ Neroli ผสมในนํ้าที่เธออาบ ทำให้กลิ่นหอมนี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายในยุโรป แต่จริง ๆ แล้ว Neroli เข้ามาในยุโรปนานแล้ว ตั้งแต่ศตรวรรษที่ 12 โดยชาวอาหรับเป้นผู้นำเข้ามา ในปัจจุบันใช้เป็นส่วนผสมในการทำนํ้าหอมถึง 12%
  • Oak Moss: เป็น Lichen ที่อยู่ตามต้นโอ๊ก ต้นสน และต้นไม้อื่น ๆ ในแถบเถือกเขาทางเหนือของแอฟริกา และยุโรป เราใช้ oak moss เป็นตัวยึดกลิ่นหอมของนํ้าหอมไว้ไม่ให้ระเหยไปเร็ว